สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3


สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3


สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่สาม (ฝรั่งเศส: Troisième République บางครั้งเขียนย่อว่า La IIIe République) เป็นชื่อของระบอบการปกครองของประเทศฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1870 เกิดขึ้นหลังจากการพ่ายแพ้ของจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สองต่อจักรวรรดิเยอรมัน ในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ซึ่งทำให้ฝรั่งเศสสูญเสีย อาลซัส-ลอแรน และดำรงอยู่มาจนล่มสลายเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1940 หลังจากการรุกรานฝรั่งเศสของนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลฝรั่งเศสเขตวีชี

ช่วงเริ่มแรกของสาธารณรัฐที่สามต้องเผชิญกับความปั่นป่วนทางการเมือง เนื่องจากสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ในปี ค.ศ. 1870–1871 ซึ่งนำมาสู่การล่มสลายของจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สองของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ในวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1870 หลังจากการพ่ายแพ้สงคราม ฝรั่งเศสต้องสูญเสียพื้นที่อาลซัส (ยกเว้นแตรีตัวร์เดอแบลฟอร์) และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของลอแรน (ปัจจุบันคือ จังหวัดมอแซล) ให้แก่ปรัสเซีย จากความไม่มั่นคงทางการเมือง และการก่อการกำเริบของฝ่ายคณะปฏิวัติที่เรียกตนเองว่า คอมมูนปารีส จึงมีการพิจารณาที่จะนำระบอบกษัตริย์กลับมาปกครองฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในรัฐบาลไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุนี้ทำให้รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐที่สามซึ่งเดิมเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล กลายเป็นรัฐบาลของประเทศฝรั่งเศสโดยสมบูรณ์

รัฐธรรมนูญแห่งฝรั่งเศส ค.ศ. 1875 ได้กำหนดรูปแบบโครงสร้างบริหารอำนาจของสาธารณรัฐที่สามอันประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีรัฐสภาซึ่งใช้ระบบสภาคู่เป็นผู้ใช้อำนาจ ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภา และมีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ การเรียกร้องให้มีการสถาปนาสถาบันกษัตริย์ขึ้นใหม่มีความเด่นชัดที่สุดในช่วงการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีทั้งสองคนแรก คือ อาดอลฟ์ ตีแยร์ และปาทริส เดอ มัก-มาอง แต่การสนับสนุนระบอบสาธารณรัฐที่เพิ่มขึ้นในหมู่ชาวฝรั่งเศสและการมีประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันในทศวรรษที่ 1880 ทำให้การเรียกร้องการฟื้นฟูพระมหากษัตริย์ค่อย ๆ ลดลง

สาธารณรัฐที่สามได้ก่อตั้งอาณานิคมไว้เป็นจำนวนมาก อาทิ อินโดจีนฝรั่งเศส, เฟรนช์มาดากัสการ์, เฟรนช์พอลินีเชีย และดินแดนขนาดใหญ่ในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงการแข่งขันล่าอาณานิคมในทวีปแอฟริกา โดยกินเวลากว่าสองทศวรรษในปลายศตวรรษที่ 19 ทำให้จักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศสเป็นจักรวรรดิอาณานิคมที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากจักรวรรดิบริติช โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 13,500,000 ตารางกิโลเมตร (5,200,000 ตารางไมค์) ในแง่ของจำนวนประชากร ฝรั่งเศสและอาณานิคมในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองมีประชากรทั้งหมด 150 ล้านคน เป็นรองเพียงบริติชอินเดียที่มีประชากรทั้งหมด 330 ล้านคน

อาดอลฟ์ ตีแยร์ ได้เรียกระบอบสาธารณรัฐในทศวรรษที่ 1870 ว่าเป็น “รูปแบบรัฐบาลที่แทบไม่มีการแบ่งฝ่าย” อย่างไรก็ตาม การเมืองภายในรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐกลับมีการแบ่งฝ่ายกันอย่างรุนแรง โดยมีฝ่ายซ้ายนำโดย “ฝ่ายปฏิรูปฝรั่งเศส” ซึ่งมีรากฐานมาจากการปฏิวัติฝรั่งเศส และฝ่ายขวานำโดยพวกอนุรักษนิยม ซึ่งมีรากฐานมาจากชาวนาที่นับถือนิกายคาทอลิก และทหาร แม้ว่าฝรั่งเศสจะมีการแบ่งฝ่ายการเมืองอย่างรุนแรง และพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาลกันอย่างไม่หยุดยั้ง แต่สาธารณรัฐที่สามก็สามารถดำรงอยู่เป็นเวลานานกว่าเจ็ดสิบปี ทำให้เป็นยุคของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่อายุยืนที่สุด นับตั้งแต่มีการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 เป็นต้นมา และสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 5 โดยเป็นสาธารณรัฐปัจจุบัน จะแซงหน้าเป็นสาธารณรัฐที่ยืนยาวที่สุด ในวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 2028

การเมือง

สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ในปี ค.ศ. 1870–1871 นำมาสู่ความปราชัยของฝรั่งเศส และการล่มสลายของจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สองของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 หลังจากพระองค์ถูกจับเป็นเชลยในยุทธการเซอด็อง (Sedan) เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1870 ทางปารีสก็ได้จัดตั้งคณะรัฐบาลป้องกันแห่งชาติ (Le Gouvernement de la Défense Nationale) นำโดย เลอง ก็องแบ็ตตา เมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1870 โดยมีการเลือก หลุยส์ ฌูล ทรอชูว์ เป็นหัวหน้ารัฐบาล รัฐบาลนี้เป็นรากฐานของรัฐบาลสาธารณรัฐที่สามซึ่งปกครองในช่วงที่กองทัพของปรัสเซียได้เข้าล้อมกรุงปารีส (19 กันยายน ค.ศ. 1870 – 28 มกราคม ค.ศ. 1871) ทำให้ปารีสถูกตัดขาดจากส่วนอื่น ๆ ของฝรั่งเศส ต่อมาก็องแบ็ตตาได้หลบหนีออกจากปารีสด้วยบอลลูน และไปจัดตั้งที่ทำการของรัฐบาลสาธารณรัฐชั่วคราวในเมืองตูร์

ในเดือนมกราคม 1871 ทางรัฐบาลฝรั่งเศสจึงยอมจำนนต่อปรัสเซีย รัฐบาลป้องกันประเทศได้ถูกยกเลิก และมีการเลือกตั้งสมัชชาแห่งชาติ โดยมีจุดประสงค์เพื่อจัดตั้งรัฐบาลฝรั่งเศสขึ้นใหม่ ผลที่ตามมาคือได้รัฐบาลที่มีฝ่ายขวานิยมราชาธิปไตยเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งนำโดยอาดอลฟ์ ตีแยร์ ผู้ซึ่งเป็นฝ่ายออร์เลียงนิสต์เป็นประธานาธิบดี เนื่องจากบรรยากาศทางการเมืองในช่วงเวลานั้นมีความรุนแรงและฝ่ายซ้ายที่แพร่หลายในประชาชนชาวปารีส ทำให้รัฐบาลฝ่ายขวาเลือกเมืองแวร์ซาย เป็นทำเนียบรัฐบาล

รัฐบาลชุดใหม่ได้เจรจาข้อตกลงสันติภาพกับจักรวรรดิเยอรมันที่พึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ หรือที่รู้จักในนาม สนธิสัญญาแฟรงก์เฟิร์ต เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1871 และเพื่อต้องการให้อิทธิพลของปรัสเซียออกไปจากฝรั่งเศส รัฐบาลจึงได้ตรากฎหมายทางการเงินไว้เป็นจำนวนมาก เช่น กฎหมายว่าด้วยการครบกำหนดการจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ปรัสเซีย ทำให้ประชาชนชาวปารีสไม่พอใจรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้ปลายเดือนมีนาคม–พฤษภาคม ค.ศ. 1871 กรรมกรในกรุงปารีส พร้อมด้วยกองกำลังอารักษ์ชาติได้ก่อการกำเริบและจัดตั้งคณะปฏิวัติในนาม คอมมูนปารีส คอมมูนได้ปกครองกรุงปารีสด้วยแนวคิดสังคมนิยมเป็นเวลาสองเดือน จนกระทั่งมีการปรามปรามอย่างนองเลือดโดยรัฐบาลของตีแยร์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1871 โดยการปราบปรามครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างสาหัสต่อการขับเคลื่อนของชนชั้นแรงงาน

ความพยายามที่จะเป็นราชาธิปไตย

ในปี ค.ศ. 1871 มีการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผลสรุปคือนักการเมืองฝ่ายขวาที่นิยมราชาธิปไตยได้ที่นั่งในสมัชชาแห่งชาติเป็นส่วนใหญ่ นักการเมืองฝ่ายขวาเห็นด้วยที่จะเจรจาสันติภาพกับปรัสเซีย มีการวางแผนเพื่อฟื้นฟูระบอบราชาธิปไตยโดยกลุ่มนิยมราชวงศ์บูร์บง "(เลชีตีมีสต์)" ในสมัชชาแห่งชาติ โดยได้สนับสนุนการลงเลือกตั้งผู้สืบทอดบังลังก์ของเจ้าชายอองรี เคานต์แห่งช็องบอร์ ซึ่งเป็นพระราชนัดดาในพระเจ้าชาร์ลที่ 10 (เป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์บูร์บงที่ขึ้นปกครองฝรั่งเศส) ส่วนทางกลุ่มออร์เลอองนีสต์ได้สนับสนุนพระราชนัดดาของพระเจ้าหลุยส์-ฟีลิปที่ 1 (เป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสที่ครองราชย์แทนที่พระเจ้าชาร์ลที่ 10 ในปี ค.ศ. 1830) ซึ่งก็คือ เจ้าชายหลุยส์-ฟีลิป เคานต์แห่งปารีส แต่ทางราชวงศ์โบนาปาร์ต ได้สูญเสียความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากความพ่ายแพ้ของนโปเลียนที่ 3 และไม่มีสามารถพัฒนาผู้ลงสมัครให้มีประสิทธิภาพได้ เลชีตีมีสต์และออร์เลอองนีสต์ได้หันมาประนีประนอมกัน และมีการตกลงให้เคานต์แห่งช็องบอร์ขึ้นสืบราชบังลังก์และให้เคานต์แห่งปารีสเป็นรัชทายาท เนื่องจากเคานต์แห่งช็องบอร์ไม่มีบุตร แนวคิดในการสืบราชสมบัติครั้งนี้ เป็นแนวคิดตามราชประเพณีดั้งเดิมว่าด้วยสิทธิของบุตรหัวปีตามฝั่งบิดา (Agnatic primogeniture) ที่ใช้ตั้งแต่สมัยบูร์บงสเปนตามสนธิสัญญายูเทรกต์ ดังนั้นในปี ค.ศ. 1871 ราชบังลังก์จึงถูกเสนอให้เป็นของเคานต์แห่งช็องบอร์

ช็องบอร์เชื่อว่าการฟื้นฟูระบอบราชาธิปไตยจะต้องขจัดร่องรอยของการปฏิวัติฝรั่งเศสไปทั้งหมด (รวมไปถึงธงไตรรงค์ด้วย) เพื่อฟื้นฟูความเป็นเอกภาพระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่การปฏิวัติได้ทำลายลง และเขาเชื่อว่าหากใช้การประนีประนอมจะไม่สามารถสร้างสถาบันชาติให้สมบูรณ์ได้ อย่างไรก็ตามประชาชนทั่วไปกลับไม่เห็นด้วยที่จะสละธงไตรรงค์ จึงต้องชะลอการสถาปนาระบอบราชาธิปไตยจนกระทั่งช็องบอร์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1883 โดยปราศจากบุตร จากนั้นจึงมีการเสนอราชบังลังก์ให้แก่เคานต์แห่งปารีส ซึ่งมีแนวคิดที่เป็นเสรีนิยมมากกว่า แต่ถึงกระนั้นเคานต์แห่งปารีสก็ไม่ได้สนใจที่จะเป็นกษัตริย์แล้ว จึงมีการจัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐ "ชั่วคราว" ขึ้น

รัฐบาลแห่งศีลธรรม

ภายหลังที่ฝรั่งเศสยอมแพ้ต่อปรัสเซียในเดือนมกราคม ค.ศ. 1871 ถือเป็นการสิ้นสุดของสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ทาง คณะรัฐบาลเฉพาะกาลป้องกันแห่งชาติได้จัดตั้งศูนย์กลางของรัฐบาลใหม่ขึ้นที่แวร์ซาย เนื่องจากการล้อมกรุงปารีสโดยกองทัพปรัสเซีย ผู้แทนราษฎรใหม่ได้รับการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน แล้วจึงจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ โดยจะพัฒนาไปเป็นสาธารณรัฐที่สามในเวลาถัดมา ผู้แทนราษฎรเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากพรรครีพับลิกัน-อนุรักษนิยม (กลาง-ขวา) เหล่าผู้แทนราษฏรได้มีการตรากฎหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งผลักดันให้เกิดความไม่พอใจของกลุ่มคนหัวรุนแรงและสมาชิกฝ่ายซ้ายของพรรครีพับลิกัน ทำให้ภายในกรุงปารีส เกิดการชุมนุมประท้วงและการปะทะกันระหว่างรัฐบาลแวร์ซายกับกลุ่มนักสังคมนิยมหัวรุนแรง กลุ่มคนหัวรุนแรงได้ปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจของรัฐบาลแวร์ซาย จึงมีการก่อตั้งคอมมูนปารีสขึ้นในเดือนมีนาคม

หลักการที่เหล่าคอมมูนสนับสนุนถูกมองว่าเป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนโดยกลุ่มอนุรักษนิยมฝรั่งเศส ในขณะที่รัฐบาลที่แวร์ซายพยายามรักษาเสถียรภาพทางการเมืองอันย่ำแย่หลังสงคราม ในเดือนพฤษภาคม ผู้บังคับบัญชากองทัพฝรั่งเศส นามว่า ปาทริส เดอ มัก-มาอง และรัฐบาลแวร์ซาย นำกองทัพเข้าสู่กรุงปารีสและปราบปรามกบฏคอมมูนได้สำเร็จ ช่วงเวลานี้ถูกเรียกว่า "สัปดาห์เลือด" ("La semaine sanglante") คำว่า ordre moral ("ศีลธรรมอันดีของประชาชน") ถูกนำมาใช้กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐที่สามที่กำลังก่อตัวขึ้น เนื่องจากการรับรู้ถึงการฟื้นฟูนโยบายและค่านิยมแบบอนุรักษนิยมหลังจากการปราบปรามกลุ่มคอมมูน

ผลของการปราบปรามกลุ่มคอมมูน ทำให้มัก-มาองได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในเวลาต่อมาเขาได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1873 และดำรงตำแหน่งจนกระทั่งเดือนมกราคม ค.ศ. 1879 มัก-มาองเป็นนักอนุรักษนิยมคาทอลิกที่เคร่งครัด เขามีแนวคิดเห็นพ้องกันกับฝ่ายเลชีตีมีสต์ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของพวกฆราวาส (กลุ่มคนที่เห็นว่าศาสนาไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับบ้านเมือง) มัก-มาองเริ่มมีความขัดแย้งกับรัฐสภามากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพรรครีพับลิกันฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายฆราวาสได้รับเสียงข้างมากในฝ่ายนิติบัญญัติระหว่างการดำรงตำแหน่งของเขา

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1875 รัฐสภาได้ประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฉบับใหม่ โดยกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งสาธารณรัฐ และใช้ระบบสองสภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อม และให้สภาทั้งสองอยู่ภายใต้ประธานสภา (นายกรัฐมนตรี) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยตลอดทศวรรษที่ 1870 มีการถกเถียงเรื่องการนำพระมหากษัตริย์กลับมาปกครองแทนสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในที่สาธารณะอยู่บ่อยครั้ง

การเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1876 แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนของสาธารณชนต่อพรรครีพับลิกันและการต่อต้านระบอบราชาธิปไตยที่เพิ่มมากขึ้น สมาชิกพรรครีพับลิกันได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฏรเป็นส่วนใหญ่ ส่วนทางฝ่ายสนับสนุนราชาธิปไตยได้ที่นั่งในสภาสูงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ประธานาธิบดีมัก-มาองจึงตอบโต้กลับในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1877 โดยพยายามระงับความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรครีพับลิกัน และจำกัดอิทธิพลทางการเมืองของพรรค หรือที่รู้จักกันในนาม le seize Mai

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1877 มัก-มาองบังคับให้นายกรัฐมนตรี ฌูลส์ ซิมง ซึ่งมาจากพรรครีพับลิกันลาออก และได้เลือก อัลแบร์ตแห่งบรอฌิลี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน ซึ่งเขาคนนี้เป็นนักอนุรักษนิยมฝ่ายออร์เลอองนีสต์ สภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นว่าการแต่งตั้งในครั้งนี้มิชอบด้วยกฎหมาย มิหนำซ้ำเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี และปฏิเสธที่จะยอมรับการแต่งตั้งบรอฌิลีของมัก-มาอง ดังนั้นมัก-มาองจึงประกาศยุบสภา และเรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ในเดือนตุลาคมปีหน้า พรรครีพับลิกันจึงกล่าวหาเขาว่าพยายามทำรัฐประหารรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขาได้ปฏิเสธขอกล่าวหานี้

การเลือกตั้งในเดือนตุลาคม พรรครีพับลิกันได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฏรเป็นส่วนใหญ่เช่นเคย ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นของสาธารณชน พรรครีพับลิกันได้รับเสียงข้างมากในวุฒิสภาภายในเดือนมกราคม ค.ศ. 1879 ทำให้ยุติการฟื้นฟูราชวงศ์ทั้งสอง (บูร์บงและออร์เลอ็อง) และการสถาปนาระบอบราชาธิปไตย มัก-มาองประกาศลาออก เมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1879 จึงเป็นโอกาสของพรรครีพับลิกันที่จะปกครองประเทศ ซึ่งนำโดยฌูลส์ เกรวี

พรรครีพับลิกันสายกลาง

หลังจากวิกฤตการณ์ 16 พฤษภาคม ในปี ค.ศ. 1877 กลุ่มเลชีตีมีสต์ถูกกดันให้ลงจากอำนาจ ทำให้สาธารณรัฐถูกปกครองโดยสมาชิกพรรครีพับลิกันสายกลาง ซึ่งพวกเขาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในระดับปานกลาง เพื่อสร้างระบอบการปกครองใหม่อย่างมั่นคง กฎหมายของฌูลส์ แฟร์รี่ ทำให้ระบบการศึกษาภาครัฐไม่เสียค่าใช้จ่าย กฎหมายฉบับนี้ได้รับการโหวตโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้มีอำนาจ และฆราวาส (laїque) ในปี ค.ศ. 1881 และ 1882 ซึ่งสิ่งนี้เป็นสัญญาแรกของการขยายอำนาจพลเมืองของสาธารณรัฐ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นักบวชคาทอลิกจึงสูญเสียการควบคุมการศึกษาของรัฐ

เพื่อต้องการขัดขวางการฟื้นฟูของระบอบราชาธิปไตย มงกุฏเพชรแห่งฝรั่งเศสหลายชิ้นถูกแบ่งส่วน แล้วนำไปขายในปี ค.ศ. 1885 มีเพียงไม่กี่มงกุฎเท่านั้นที่ถูกเก็บไว้ และอัญมณีล้ำค่าของมงกุฏเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยแก้วเคลือบสี

วิกฤตการณ์บูลอนจีร์

ในปี ค.ศ. 1889 สาธารณรัฐได้เผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างกะทันหัน เนื่องจากนายพลฌอร์ฌ บูลอนจีร์ ซึ่งเป็นนายพลที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามและชนะการเลือกตั้งหลายครั้ง ได้ลาออกจากตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎรและลงสมัครรับตำแหน่งอีกครั้งในเขตเลือกตั้งอื่น โดยในเดือนมกราคม ค.ศ. 1889 เขาได้รับความนิยมสูงที่สุด เขามีทีท่าว่าจะทำการรัฐประหาร และตั้งตนเป็นเผด็จการ โดยการสนับสนุนจากย่านกรรมกรของปารีสและเมืองอื่น ๆ รวมทั้งชาวคาทอลิกและนักอนุรักษนิยมในชนบท เขาส่งเสริมลัทธิชาตินิยมที่รุนแรงต่อเยอรมนี การเลือกตั้งในเดือนกันยายน ค.ศ. 1889 ถือเป็นความพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาดสำหรับพวกบูลอนจิสต์ (Boulangists) เนื่องจากความพ่ายแพ้ต่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมายการเลือกตั้งที่กีดกันไม่ให้บูลอนจีร์ลงสมัครหลายเขตเลือกตั้งได้อย่างต่อเนื่อง จากความพ่ายแพ้ของบูลอนจีร์ในครั้งนี้ได้ทำลายกลุ่มอนุรักษนิยมและกลุ่มนิยมกษัตริย์ในฝรั่งเศสอย่างรุนแรง และไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีกเลยจนกระทั่งปี ค.ศ. 1940

นักวิชาการสมัยใหม่ได้ให้ความเห็นโต้แย้งว่าพวกบูลอนจิสต์น่าจะเป็นตัวแทนของกลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายซ้ายมากกว่าที่จะเป็นฝ่ายขวา เนื่องด้วยผลงานของพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของฉันทามติที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างฝ่ายหัวรุนแรงของฝรั่งเศสที่จะก่อตัวขึ้นในอนาคตข้างหน้าในช่วงแดรฟุส โดยชายคนนี้เคยเป็นพวกบูลอนจิสต์ของกลุ่มหัวรุนแรงมาก่อน

เรื่องอื้อฉาวปานามา

เรื่องอื้อฉาวปานามา ในปี ค.ศ. 1892 ถือเป็นการฉ้อโกงทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวในการสร้างคลองปานามา เนื่องด้วยปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ความไม่มีประสิทธิภาพ และการฉ้อราษฎร์บังหลวงในวงกว้าง แต่ปัญหาดังกล่าวถูกปกปิดโดยเจ้าหน้าที่ชาวฝรั่งเศสที่ติดสินบน จึงทำให้บริษัทคลองปานามาล้มละลาย หุ้นของบริษัทไร้คุณค่า โดยนักลงทุนทั่วไปต้องสูญเสียเงินเกือบหนึ่งพันล้านฟรังก์

รัฐสวัสดิการและสาธารณสุข

ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รัฐบาลฝรั่งเศสถือว่ามีบทบาทด้านรัฐสวัสดิการน้อยมาก เมื่อเทียบกับเยอรมนี แต่ชาวฝรั่งเศสกลับมีระดับรายได้ที่สูงกว่าชาวเยอรมันเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าฝรั่งเศสจะมีทรัพยากรธรรมชาติที่น้อยกว่าก็ตาม ในขณะที่การจัดเก็บภาษีอากรและการใช้จ่ายของรัฐบาลฝรั่งเศสอยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับรัฐบาลของเยอรมนี

ฝรั่งเศสมีความล้าหลังกว่าเยอรมนีเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักร ที่ยังตามหลังในเรื่องการพัฒนารัฐสวัสดิการที่มีการสาธารณสุข การประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน และแผนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ มีการประกาศใช้กฎหมายประกันอุบัติเหตุสำหรับกรรมกร ในปี ค.ศ. 1898 และในปี ค.ศ. 1910 ฝรั่งเศสได้ก่อตั้งโครงการแผนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ต่างจากเยอรมนีหรือบริเตนที่ดำเนินโครงการนี้เล็กกว่ามาก ยกตัวอย่างเช่น แผนเงินบำนาญโดยความสมัครใจ เป็นต้น นักประวัติศาสตร์ ทิโมธี สมิธ พบว่าความหวาดกลัวของชาวฝรั่งเศสที่มีต่อโครงการความช่วยเหลือสาธารณะแห่งชาตินั้น มีสาเหตุมาจากการดูหมิ่นเหยียดหยามคนจนตามกฎหมายประชาสงเคราะห์ของอังกฤษ การแพร่ระบาดของวัณโรค ซึ่งเป็นโรคที่น่ากลัวที่สุดในยุคนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนุ่มสาวอายุ 20 ปี ทำให้เยอรมนีกำหนดมาตรการด้านสุขอนามัยสาธารณะและสถานพยาบาลสาธารณะอย่างเข้มงวด ต่างจากฝรั่งเศสที่ปล่อยให้แพทย์เอกชนจัดการปัญหากันเอง วิชาชีพแพทย์ของฝรั่งเศสจึงมีเพื่ออภิสิทธิ์ชนเท่านั้น และนักปฏิรูปสาธารณสุขไม่ได้รับการจัดระเบียบหรือมีอิทธิพลอย่างในเยอรมนี บริเตน หรือสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างเช่น เมื่อช่วงทศวรรษที่ 1880 มีการต่อสู้กันอย่างยาวนาน เพื่อให้มีการออกกฎหมายว่าด้วยเรื่องสาธารณสุข รณรงค์ให้มีการจัดระเบียบบริการสุขภาพของประเทศใหม่ กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนโรคติดเชื้อ กำหนดให้มีการกักกัน และปรับปรุงกฎหมายด้านสุขภาพและการเคหะของปี ค.ศ. 1850

อย่างไรก็ตาม นักปฏิรูปต้องเผชิญกับการต่อต้านจากเหล่าข้าราชการ นักการเมือง และแพทย์ เนื่องจากเป็นการคุกคามต่อผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างมากมาย ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการถกเถียงและล่าช้าเป็นเวลากว่า 20 ปี ก่อนที่จะมีการออกกฎหมายซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 1902 เพราะรัฐบาลตระหนักว่าโรคติดต่อมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำให้กำลังทหารของประเทศอ่อนแอลงอย่างมาก และอัตราการเติบโตของจำนวนประชากรชาวฝรั่งเศสต่ำกว่า เมื่อเทียบกับเยอรมนี แต่อีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า ที่อัตราการเติบโตของประชากรฝรั่งเศสต่ำกว่าเยอรมนีนั้น มีสาเหตุมาจากอัตราการเกิดของจำนวนประชากรฝรั่งเศสที่ต่ำ อันเป็นผลมาจากข้อกำหนดภายใต้กฎหมายปฏิวัติฝรั่งเศสว่าด้วยเรื่องที่ดินจะต้องแบ่งระหว่างบุตรชายทั้งหมด (หรือการแบ่งมรดกจำนวนมาก) จากข้อกำหนดนี้ ทำให้ชาวนาไม่ต้องการมีลูกชายมากกว่าหนึ่งคน และไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าชาวฝรั่งเศสมีอายุขัยมากกว่าชาวเยอรมัน


เหตุการณ์แดรฟุส

เหตุการณ์แดรฟุสเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนไปทั่วฝรั่งเศส ซึ่งเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1894 จนกระทั่งการตัดสินของศาลอุทธรณ์ในปี ค.ศ. 1906 ทำให้เหตุการณ์นี้เป็นที่พูดถึงกันอย่างยาวนานหลายทศวรรษ การดำเนินเหตุการณ์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความอยุติธรรมสมัยใหม่ โดยยังคงเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของกระบวนการยุติธรรมที่ผิดพลาดซับซ้อน ซึ่งแสดงถึงบทบาทสำคัญของแรงกดดันและความคิดเห็นของสาธารณชน และแสดงถึงการต่อต้านชาวยิวอย่างโจ่งแจ้งภายในกองทัพฝรั่งเศส ที่ได้รับการปกป้องโดยกลุ่มอนุรักษนิยมและนักอนุรักษนิยมคาทอลิกที่ต่อต้านฝ่ายฆราวาสกลาง-ซ้าย, ฝ่ายซ้าย และกองกำลังสาธารณรัฐ รวมทั้งชาวยิวส่วนใหญ่ด้วย ในท้ายที่สุด ฝ่ายสาธารณรัฐก็ได้รับชัยชนะในเหตุการณ์นี้

โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1894 เมื่อศาลทหารทำการพิพากษาลงโทษต่อข้อหาขายชาติของร้อยเอก อาลแฟรด แดรฟุส นายทหารประจำกรมเสนาธิการชาวฝรั่งเศสเชื้อสายยิวซึ่งอพยพมาจากแคว้นอาลซัส เขาถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตในข้อหาทรยศต่อชาติ เพราะขายความลับทางการทหารให้แก่ผู้ช่วยทูตทหารบกเยอรมันประจำกรุงปารีส และถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะเดวิลส์ในแคว้นเฟรนช์เกียนา (หรือที่รู้จักกันในนาม la guillotine sèche หรือเกาะกิโยตีนแห้ง) ซึ่งเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานกว่าห้าปี

สองปีต่อมา ได้มีการค้นพบหลักฐานชิ้นใหม่ที่ระบุว่าพันตรี แฟร์ดีน็อง วาลแซ็ง แอ็สแตราซี เป็นผู้ขายความรับที่แท้จริง แต่ภายหลังจากที่นายทหารระดับสูงของกองทัพพยายามระงับหลักฐานชิ้นใหม่นี้ ศาลทหารจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าแอ็สแตราซีไม่มีความผิด ในการไต่สวน ทางกองทัพได้เพิ่มข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อแดรฟุส โดยอิงจากเอกสารเท็จที่พวกเขาได้สร้างขึ้น คำวินิจฉัยของศาลทหารที่พยายามใส่ร้ายแดรฟุสเริ่มแพร่กระจายไปทั่ว โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการโต้เถียง J'accuse ซึ่งเป็นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีด้วยความแค้นเคืองที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ลอรอร์ของกรุงปารีสในเดือนมกราคม ค.ศ. 1898 โดยนักเขียนนวนิยายชื่อดัง เอมีล ซอลา ซึ่งได้เคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลให้มีการพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง

ในปี ค.ศ. 1899 แดรฟุสถูกส่งตัวกลับประเทศฝรั่งเศสเพื่อพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง เหตุการณ์ทางการเมืองและตุลาการเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการแบ่งฝ่ายกันภายในสังคมฝรั่งเศส ระหว่างบรรดาผู้สนับสนุนแดรฟุส (Dreyfusards) อาทิ อานาตอล ฟร็องส์, อ็องรี ปวงกาเร และฌอร์ฌ เกลม็องโซ และบรรดาผู้ที่ต่อต้านเขา (anti-Dreyfusards) อาทิ เอดัวร์ ดรูมงท์ ผู้อำนวยการและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต่อต้านชาวยิว La Libre Parole การพิจารณาคดีครั้งใหม่นี้ส่งผลให้เกิดการพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง และถูกตัดสินให้จำคุก 10 ปี แต่แดรฟุสได้รับการอภัยโทษและปล่อยตัวให้เป็นอิสระ ในท้ายที่สุด ข้อกล่าวหาทั้งหมดของเขาได้รับการพิสูจน์ว่าไม่มีมูลความจริงเลยแม้แต่น้อย และในปี ค.ศ. 1906 แดรฟุสได้กลับเข้ารับตำแหน่งในกองทัพฝรั่งเศสและได้เลื่อนยศเป็นนายพันเอก

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1894 จนถึง ค.ศ. 1906 วิกฤตการณ์ได้แบ่งฝ่ายสังคมภายในฝรั่งเศสเป็นสองฝ่าย: ฝ่ายสนับสนุนกองทัพ (anti-Dreyfusards) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มอนุรักษนิยม, นักอนุรักษนิยมคาทอลิก และฝ่ายสนับสนุนกษัตริย์ ซึ่งพ่ายแพ้ต่อฝ่ายต่อต้านนักบวช, ฝ่ายสนับสนุนสาธารณรัฐ (Dreyfusards) ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงจากเหล่าปัญญาชนและครูบาอาจารย์ นอกจากนี้ยังทำให้การเมืองภายในฝรั่งเศสขมขื่นและยังช่วยเสริมอิทธิพลของกลุ่มนักการเมืองหัวรุนแรงอย่างทวีคูณ

ประวัติศาสตร์สังคม

หนังสือพิมพ์

โครงสร้างทางการเมืองที่เป็นระบอบประชาธิปไตยได้รับการสนับสนุนจากการแพร่ขยายของหนังสือพิมพ์การเมือง โดยมีการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวันในกรุงปารีสจาก 1 ล้านฉบับในปี ค.ศ. 1870 เป็น 5 ล้านฉบับในปี ค.ศ. 1910 ต่อมาได้มีการตีพิมพ์ไปถึง 6 ล้านฉบับในปี ค.ศ. 1939 การเติบโตอย่างรวดเร็วของกิจการโฆษณาทำให้พื้นฐานทางการเงินของกิจการการพิมพ์มีความมั่นคงเป็นอย่างมาก แต่รายได้ที่ได้จากกิจการโฆษณาไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ ดังนั้นทางสำนักพิมพ์จึงต้องเสริมเงินอุดหนุนลับที่ได้รับจากผลประโยชน์เชิงพาณิชย์เพื่อต้องการความนิยมจากการรายงานข่าว กฎหมายเสรีภาพสื่อฉบับใหม่ ค.ศ. 1881 ได้ยกเลิกข้อจำกัดที่เข้มงวดของสื่อที่มีมานานกว่าหลายทศวรรษ แท่นพิมพ์ความเร็วสูงเริ่มเป็นที่รู้จักในทศวรรษที่ 1860 ซึ่งสามารถย่นระยะเวลาและลดต้นทุนในการตีพิมพ์ได้อย่างดีเยี่ยม หนังสือพิมพ์รูปแบบใหม่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์รายวัน เลอ เปอติต ฌูร์นาล ที่สามารถดึงดูดผู้ที่สนใจในด้านความบันเทิงและคอลัมน์ซุบซิบมากกว่าข่าวสถานการณ์บ้านเมือง โดยยึดครองตลาดที่ปารีสได้ถึงหนึ่งในสี่และสามารถบังคับให้หนังสือพิมพ์รายอื่น ๆ ลดราคาลงได้ด้วย หนังสือพิมพ์รายใหญ่ได้จ้างนักข่าวของตนเองเพื่อชิงความได้เปรียบในการนำเสนอข่าว หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต้องอาศัย “Agence Havas” (ปัจจุบันคือ สำนักงานสื่อมวลชนแห่งฝรั่งเศส) ซึ่งเป็นหน่วยงานบริการข่าวทางโทรเลขที่มีเครือข่ายนักข่าวและได้มีการทำสัญญากับรอยเตอร์สเพื่อให้บริการไปทั่วโลก กิจการหนังสือพิมพ์รายเก่ายังคงสามารถรักษาลูกค้าของตนได้อยู่ โดยการมุ่งความสนใจไปที่ประเด็นทางการเมืองอย่างจริงจัง ตามเอกสารต่าง ๆ จะมีการให้ข้อมูลจำนวนการตีพิมพ์ที่ผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง ในปี ค.ศ. 1913 หนังสือพิมพ์รายวัน เลอ ปาติต โพรว็องซาน มีการตีพิมพ์ถึงประมาณ 100,000 ฉบับ และหนังสือพิมพ์รายวัน เลอ ปาติต เมริดียงนาล มีการตีพิมพ์จำนวน 70,000 ฉบับ โดยมีโฆษณาอยู่ในสัดส่วนเพียง 20% ของหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งหมดเท่านั้น

กลุ่มโรมันคาทอลิกลัทธิอัสสัมชัญพยายามกดดันให้สื่อมวลชนของตนปฏิรูป โดยผ่านหนังสือพิมพ์ระดับชาติอย่าง ลา ครัว ซึ่งเป็นสื่อหลักของนิกายโรมันคาทอลิก ในขณะเดียวกันปรับเปลี่ยนสิ่งใหม่ ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในช่วงนั้น และปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรสนิยมของแต่ละภูมิภาคด้วย กลุ่มนักฆราวาสและนักสาธารณรัฐนิยมมองว่าหนังสือพิมพ์เป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังสือพิมพ์ได้เป็นสื่อกลางที่สำคัญในการโจมตีแดรฟุสผู้ทรยศและยุยงให้เกิดการต่อต้านชาวยิว ภายหลังจากที่แดรฟุสได้รับการอภัยโทษ รัฐบาลหัวรุนแรงได้สั่งระงับกลุ่มลัทธิอัสสัมชัญและหนังสือพิมพ์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 1900

ธนาคารหลายแห่งได้มีการจ่ายเงินอย่างลับ ๆ กับหนังสือพิมพ์บางฉบับ เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางการเงินโดยเฉพาะและเพื่อปกปิดการประพฤติโดยมิชอบ พวกเขายังได้รับค่าตอบแทนจากโฆษณาที่โดดเด่นของบทความข่าวหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการค้า หนังสือพิมพ์บางแห่งมีการขู่ว่าจะเปิดโปงความลับทางธุรกิจโดยการบังคับให้บริษัทโฆษณาเผยแพร่ข้อมูลอันไม่พึงประสงค์ลงในหนังสือพิมพ์ของพวกเขา รัฐบาลต่างประเทศหลายชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซียและตุรกี ได้จ่ายเงินอย่างลับ ๆ ต่อสื่อมวลชนของฝรั่งเศสหลายแสนฟรังก์ต่อปี เพื่อรับประกันในการรายงานข่าวที่ดีเกี่ยวกับการขายพันธบัตรในกรุงปารีส เมื่อรัสเซียประสบกับสถานการณ์เลวร้าย อาทิ การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1905 หรือระหว่างการทำสงครามกับญี่ปุ่น รัฐบาลรัสเซียได้จ่ายเงินให้สื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสมากถึงหนึ่งล้านฟรังก์ เพื่อชำระล้างข่าวร้ายต่าง ๆ ในรัสเซีย ในช่วงระหว่างสงครามโลก หนังสือพิมพ์กลายเป็นตัวแทนโฆษณาชวนเชื่อในนามของการส่งเสริมคุณธรรมของกองทัพฝรั่งเศสและการหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาไม่ค่อยรายงานข่าวเกี่ยวกับความสำเร็จของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่มักจะเป็นข่าวที่ดีเกี่ยวกับกองทัพเสียมากกว่า โดยสรุปแล้ว หนังสือพิมพ์ไม่ได้เป็นตัวแทนของความเป็นจริง แต่เป็นการโฆษณาที่ได้รับการจ่ายเงินโดยกิจการธนาคาร

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ยุติยุคทองของสื่อมวลชนลง พนักงานหนุ่มสาวต่าง ๆ ได้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร และแทบไม่มีผู้ชายมารับช่วงงานแทนเลย (นักข่าวผู้หญิงมักถูกมองว่าไม่เหมาะสมในช่วงเวลานั้น) การขนส่งกระดาษและหมึกลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากทางรัฐบาลได้แบ่งส่วนระบบการคมนาคมทางรางให้กับทางการทหาร ทำให้การส่งออกสื่อสิ่งพิมพ์น้อยลง อัตราเงินเฟ้อทำให้ราคาหนังสือพิมพ์ ราคาหน้าปกเพิ่มขึ้น ยอดจำหน่ายลดลง และหนังสือพิมพ์รายวันจำนวน 242 ฉบับที่ตีพิมพ์นอกกรุงปารีสได้ปิดตัวลง รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการสื่อมวลชนกลางเดื่อกำกับดูแลสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด หน่วยงานอิสระต่าง ๆ ได้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ส่งผลให้การรายงานข่าวหรือบทบรรณาธิการถูกห้ามเว้นว่างไว้ หนังสือพิมพ์รายวันบางฉบับถูกจำกัดให้เหลือเพียงสองหน้าแทนที่จะเป็นสี่หน้าตามปกติ

หนังสือพิมพ์ระดับภูมิภาคเฟื่องฟูมากภายหลังยุค 1900 อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ในปารีสส่วนใหญ่กลับไม่เฟื่องฟูเลยภายหลังสงคราม หนังสือพิมพ์ในยุคภายหลังสงครามที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ ปารีส ซัวร์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ปราศจากความเกี่ยวข้องทางการเมืองและมุ่งมั่นรายงานข่าวที่น่าตื่นเต้นเพื่อช่วยให้เกิดการแพร่หลายของสื่อมากขึ้น และยังรวมถึงการสร้างบทความอย่างจริงจรังเพื่อสร้างเกียรติภูมิ โดยในปี ค.ศ. 1939 หนังสือพิมพ์ ปารีส ซัวร์ มียอดจำหน่ายมากกว่า 1.7 ล้านฉบับ โดยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของหนังสือพิมพ์คู่แข่งอย่าง เลอ เปอติต ปาริเซียง นอกจากหนังสือพิมพ์รายวันแล้ว ปารีส ซัวร์ ยังสนับสนุนนิตยสารสำหรับผู้หญิงอย่าง มารี-แคลร์ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง รวมทั้งนิตยสาร มัตช์ ซึ่งเป็นต้นแบบในการถ่ายภาพวารสารศาสตร์ของนิตยสาร ไลฟ์ ของอเมริกา

ความทันสมัยของชนบท

ประเทศฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้นเป็นประเทศเกษตรกรรม และเกษตรกรเป็นเอกลักษณ์แห่งพลเมืองฝรั่งเศส ตามหนังสือ Peasants into Frenchmen (1976) นักประวัติศาสตร์ ยูจีน เวเบอร์ ได้กล่าวถึงความทันสมัยของชนบทในฝรั่งเศสและได้ใหเหตุผลไว้ว่า พื้นที่ชนบทของฝรั่งเศสได้เปลี่ยนจากความล้าหลังและโดดเดี่ยวไปสู่ความทันสมัยด้วยความรู้สึกถึงเอกลักษณ์ประจำชาติในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เขาเน้นย้ำถึงบทบาทของระบบทางรถไฟ, โรงเรียนของรัฐบาลสาธารณรัฐ, และระบบการเกณฑ์ทหารสากล ตามการค้นพบของเขาที่มาจากบันทึกของโรงเรียน, รูปแบบการย้ายถิ่นฐาน, เอกสารการรับราชการทหารและแนวโน้มทางเศรษฐกิจ เวเบอร์แย้งว่าจนถึงราวปี ค.ศ. 1900 ความตระหนังถึงความเป็นชาติฝรั่งเศสเริ่มอ่อนแอลงในต่างจังหวัด จากนั้นเวเบอร์ได้ศึกษาต่อไปว่านโยบายของสาธารณรัฐที่สามสามารถสร้างความตระหนักถึงความเป็นชาติฝรั่งเศสในพื้นที่ชนบทได้อย่างไร การศึกษาของเวเบอร์ได้รับการยกย่องเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบางคนที่โต้แย้งว่า ความตระหนักถึงความเป็นชาติฝรั่งเศสยังคงมีอยู่ในต่างจังหวัดก่อนถึงปี ค.ศ. 1870

อ้างอิง

บรรณานุกรม

การสำรวจ
  • Bell, David, et al. A Biographical Dictionary of French Political Leaders since 1870 (1990), 400 short articles by experts
  • Bernard, Philippe, and Henri Dubief. The Decline of the Third Republic, 1914–1938 (The Cambridge History of Modern France) (1988) excerpt and text search
  • Beaupré, Nicolas. Les Grandes Guerres 1914–1945 (Paris: Éditions Belin, 2012) 1152 pp. ISBN 978-2-7011-3387-4; in French; online review in English by James E. Connolly, Nov. 2013)
  • Brogan, D. W The development of modern France (1870–1939) (1953) online
  • Bury, J. P. T. France, 1814–1940 (2003) ch 9–16
  • Encyclopædia Britannica (12th ed. 1922) comprises the 11th edition plus three new volumes 30-31-32 that cover events since 1911 with very thorough coverage of the war as well as every country and colony. Included also in 13th edition (1926) partly online
    • full text of vol 30 ABBE to ENGLISH HISTORY online free
  • Fortescue, William. The Third Republic in France, 1870–1940: Conflicts and Continuities (2000) excerpt and text search
  • Furet, François. Revolutionary France 1770–1880 (1995), pp 492–537. survey of political history by leading scholar
  • Lucien Edward Henry, "Current History of France", The Royal Family of France, Wikidata Q107258923
  • Hutton, Patrick H., ed. Historical Dictionary of the Third French Republic, 1870–1940 (Greenwood, 1986)แม่แบบ:ISBN?
  • Larkin, Maurice. France since the Popular Front: Government and People, 1936–1986 (Oxford UP, 1988)
  • Mayeur, Jean-Marie, and Madeleine Rebirioux. The Third Republic from its Origins to the Great War, 1871–1914 (The Cambridge History of Modern France) (1988) excerpt and text search
  • Shirer, William L. The Collapse of the Third Republic: An Inquiry into the Fall of France, New York: Simon and Schuster, 1969 online free to borrow
  • Thomson, David. Democracy in France: The third republic (1952) online
  • Wolf, John B. France: 1815 to the Present (1940) online free pp 349–501.
  • Wright, Gordon. France in Modern Times (5th erd. 1995) pp 205–382
นโยบายต่างประเทศและอาณานิคม
  • Adamthwaite, Anthony. Grandeur and Misery: France's Bid for Power in Europe 1914–1940 (1995) excerpt and text search
  • Conklin, Alice L. A Mission to Civilize: The Republican Idea of Empire in France and West Africa, 1895–1930 (2000) excerpt and text search
  • Duroselle, Jean-Baptiste. France and the Nazi Threat: The Collapse of French Diplomacy 1932–1939 (2004); Translation of his highly influential La décadence, 1932–1939 (1979)
  • Gooch, G.P. Franco-German Relations 1871–1914 (1923)
  • MacMillan, Margaret. The War that Ended Peace: The Road to 1914 (2013).
  • MacMillan, Margaret. Paris 1919: six months that changed the world (2007).
  • Nere, J. Foreign Policy of France 1914–45 (2010)
  • Quinn, Frederick. The French Overseas Empire (2001)
  • Taylor, A.J.P. (1954). The Struggle for Mastery in Europe 1848–1918.
อุดมการณ์การเมืองและการปฏิบัติ
  • Hanson, Stephen E (2010). "The Founding of the French Third Republic". Comparative Political Studies. 43 (8–9): 1023–1058. doi:10.1177/0010414010370435. S2CID 145438655.
  • Jackson, Julian. The Politics of Depression in France 1932–1936 (2002) excerpt and text search
  • Kennedy, Sean. Reconciling France Against Democracy: the Croix de feu and the Parti social français, 1927–1945 (McGill-Queen's Press-MQUP, 2007)
  • Kreuzer, Marcus. Institutions and Innovation: Voters, Parties, and Interest Groups in the Consolidation of Democracy—France and Germany, 1870–1939 (U. of Michigan Press, 2001)
  • Lehning, James R.; To Be a Citizen: The Political Culture of the Early French Third Republic (2001) แม่แบบ:ISBN?
  • Passmore, Kevin (1993). "The French Third Republic: Stalemate Society or Cradle of Fascism?". French History. 7 (4): 417–449. doi:10.1093/fh/7.4.417.
  • Roberts, John. "General Boulanger" History Today (Oct 1955) 5#10 pp 657-669, online
วัฒนธรรมและสังคม
  • La Belle Époque. New York: The Metropolitan Museum of Art. 1982. ISBN 978-0870993299.
  • Price, Roger. A Social History of Nineteenth-Century France (1987)แม่แบบ:ISBN?
  • Robb, Graham. The Discovery of France: A Historical Geography, from the Revolution to the First World War (2007)
  • Weber, Eugen. The Hollow Years: France in the 1930s (1996)
  • Weber, Eugen. Peasants into Frenchmen: The Modernization of Rural France, 1870–1914 (1976) excerpt and text search
  • Weber, Eugen. France, Fin de Siècle (1988)
  • Zeldin, Theodore. France: 1848–1945: Politics and Anger; Anxiety and Hypocrisy; Taste and Corruption; Intellect and Pride; Ambition and Love (2 vol 1979), topical history
ผู้หญิง, เพศสภาพ, เพศ
  • Campbell, Caroline. "Gender and Politics in Interwar and Vichy France." Contemporary European History 27.3 (2018): 482–499. online
  • Copley, A. R. H. Sexual Moralities in France, 1780–1980: New Ideas on the Family, Divorce and Homosexuality (1992)
  • Diamond, Hanna. Women and the Second World War in France, 1939–1948: choices and constraints (Harlow: Longman, 1999)
  • Moses, Claire. French Feminism in the 19th Century (1985) excerpt and text search
  • Pedersen, Jean. Legislating the French Family: Feminism, Theater, and Republican Politics: 1870–1920 (2003) excerpt and text search
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
  • Audoin-Rouzeau, Stephane, and Annette Becker. 14–18: Understanding the Great War (2003) ISBN 0-8090-4643-1
  • Becker, Jean Jacques. The Great War and the French People (1986)
  • Darrow, Margaret H. French Women and the First World War: War Stories of the Home Front (2000)
  • Doughty, Robert A. Pyrrhic Victory: French Strategy and Operations in the Great War (2008), 592pp; excerpt and text search, military history
  • Fridenson, Patrick, ed. The French Home Front, 1914–1918 (1993).
  • Gooch, G. P. Recent Revelations of European Diplomacy (1940), pp 269–30 summarizes published memoirs by main participants
  • Smith, Leonard V. et al. France and the Great War (2003)
  • Tucker, Spencer, ed. European Powers in the First World War: An Encyclopedia (1999)
  • Winter, Jay, and Jean-Louis Robert, eds. Capital Cities at War: Paris, London, Berlin 1914–1919 (2 vol. 1999, 2007), 30 chapters 1200pp; comprehensive coverage by scholars vol 1 excerpt; vol 2 excerpt and text search
ข้อมูลปฐมภูมิ
  • Anderson, F.M. (1904). The constitutions and other select documents illustrative of the history of France, 1789–1901. The H. W. Wilson company 1904., complete text online

Giuseppe Zanotti


Text submitted to CC-BY-SA license. Source: สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 by Wikipedia (Historical)


Langue des articles



ghbass

Quelques articles à proximité